แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลิปสติก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลิปสติก แสดงบทความทั้งหมด

4 เคล็ดลับเพื่อรอยยิ้มสดใส

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Posted by noobo

http://women.sanook.com/story_picture/b/33238_002.jpgฟันขาวสดใสเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของรอยยิ้มอันงดงามและนี่คือ 4 เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้รอยยิ้มของคุณสดใสขึ้นในทันที โดยไม่ต้องใช้กระบวนการราคาแพงหรืออุปกรณ์ฟอกฟันขาว

1. ขาวใสในขณะเคี้ยว ทุกคนต่างรู้ว่าไวน์และกาแฟทำให้ฟันมีคราบเหลือง แต่อาหารบางอย่าสามารถทำให้ฟันคุณขาวขึ้นได้ในขณะกิน อาหารต่อไปนี้ชวนขจัดคราบด้วยการขัดผิวฟันก่อนที่รอยเปื้อนจังตัวลงไปในฟัน (เหมือนการขัดลอกผิวคุณ) อาหารที่ทำให้ฟันขาวขึ้นก็อย่างเช่น แอปเปิ้ล เซเลอรี่ แครอต บร็อกโคลี่ ฝรั่ง ผักกาดแก้ว

2. ลิปสติก สีบางสีสามารถทำให้ฟันของคูณดูขาวขึ้นหรือคล้ำลงได้ ถ้าฟันคุณมีสีออกเทาๆ หลีกเลี่ยงลิปสติกสีแดงที่มีอันเดอร์โทนสีน้ำเงิน ลองใช้สีโทนน้ำตาล อย่างเช่น สีนู้ดอมชมพูที่เกือบเป็นสีน้ำตาล ถ้าฟันคุณสีออกเหลือง หลีกเลี่ยงเฉดสีเข้มๆ หรือสดใสเกินไป หรือกลอสที่มันวาวเป็นพิเศษ ลองเฉดสีชมพูที่มีอันเดอร์โทนสีน้ำเงินหรือสีนู้ด

3. เครื่องประดับ ลองใส่เครื่องประดับที่เป็นพลอยสีขาวหรือเครื่องเงิน จะทำให้ผิวของคุณดูขาวขึ้น หลีกเลี่ยงสีทองที่จะเน้นให้โทนสีเหลืองในฟันดูชัดเจนยิ่งขึ้น

4. เสื้อผ้า เสื้อสีขาวมีแต่จะเน้นให้เห็นฟันเหลืองมากขึ้นไปอีก ลองเลือกเฉดสีออฟไวต์หรือสีครีม การลดความแตกต่างจะทำให้ฟันดูขาวสดใสขึ้น

ข้อมูลจาก www.pooyingnaka.com

สาเหตูการแพ้ ลิปสติก

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552
Posted by noobo



ผู้ที่มีอาการแพ้ลิปสติก จะมีอาการแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าผู้นั้นแพ้มากหรือแพ้น้อย หากแพ้น้อยอาจจะมีอาการเพียงริมฝีปากแห้งคัน แต่หากแพ้มาก อาจเกิดอาการริมฝีปากอักเสบ บวมหรือหายใจไม่ออก เมื่อมีอาการแพ้ต้องหยุดใช้ลิปสติกแท่งนั้นทันที แล้วเปลี่ยนไปใช้ลิปสติกชนิดอื่นแทน เช่น ใช้ลิปสติกชนิดที่ไม่มีน้ำหอม

การแพ้เครื่องสำอางนั้นส่วนใหญ่เป็นไปเฉพาะแต่ละบุคคล ฉะนั้นบางคนอาจแพ้ แต่บางคนไม่แพ้ สำหรับลิปสติกพบว่ามี 1 ใน 5 ล้านคน ที่มีอาการแพ้ลิปสติกโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตามการใช้ลิปสติกทาบนริมฝีปากซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อน วันละหลายครั้ง และสัมผัสริมฝีปากเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่าผิวหนังบริเวณอื่น

การแพ้ลิปสติกนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากสารปนเปื้อนในน้ำหอมและสี แต่แนวโน้มการแพ้ลิปสติกได้ลดลงมาเป็นลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ผลิตใช้วัตถุดิบที่บริสุทธิ์ขึ้น มีสารปนเปื้อนน้อยในการผลิตลิปสติก นอกจากนี้การทาลิปสติกโดยใช้นิ้วมือ อาจทำให้เกิดติดเชื้อที่ริมฝีปากได้

สาเหตุของการแพ้ลิปสติก

1. น้ำหอมในลิปสติก อาจมีสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการแพ้
2. สีในลิปสติก อาจมีสารปนเปื้อน ทำให้แพ้ได้ และสีบางชนิดทำให้ริมฝีปากไวต่อแสงแดด
3. ลิปสติกที่มีไขมันและน้ำมันน้อย อาจทำให้ริมฝีปากแห้งแตกทำให้แพ้ง่าย
4. สารตัวเติมอื่นๆ บางตัวมีฤทธิ์เป็นตัวเร่งการแพ้

ลิปสติก

1. ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางที่ใช้แต่งริมฝีปาก เพื่อให้ความชุ่มชื้น ทำให้ริมฝีปากสวยงามและปกปิดความบกพร่องของริมฝีปาก
2. หากลิปสติกมีส่วนผสมของสารต้องห้าม เช่น สารนิเกิล โลหะ หรือสารตะกั่ว ซึ่งจะอยู่ในสีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ก็จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง เกิดพิษรุนแรง และพิษดูดซึมเข้าระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือทำให้ริมฝีปากปากปวดแสบปวดร้อน คัน เห่อแดง บวม หรือลอกเป็นขุย
3. แม้จะเป็นลิปสติกที่ได้มาตรฐานทั่วไป แต่การใช้ลิปสติกทาบนริมฝีปาก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนวันละหลายครั้ง และสัมผัสริมฝีปากเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่าผิวหนังบริเวณอื่น โดยสาเหตุของการแพ้นั้น มาจากน้ำหอมที่เป็นส่วนผสมในลิปสติก หรืออาจมีสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการแพ้
4. สีในลิปสติกบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ส่วนลิปสติกที่มีไขมันและน้ำมันน้อย อาจทำให้ริมฝีปากแห้งแตก ทำให้แพ้ง่าย เป็นต้น โดยระยะในการแพ้จะอยู่ในช่วง 7-10 วัน ที่ผ่านมาพบว่าสีลิปสติกที่ทำให้ผู้ใช้แพ้มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มที่ให้สีสด คือ สีส้ม ชมพู และสีแดง แต่การแพ้นั้นไม่ได้เกิดทุกคน
5. ปัจจุบันลิปสติกถูกออกแบบมาให้เราเลือกใช้มากมายหลายแบบ ทั้งแบบเนื้อครีมมันแวววาว แบบเนื้อด้าน และอีกหลายแบบมากมาย เวลาเลือกซื้อลิปสติก ควรลองทาจริงบนริมฝีปากก่อน นอกจากทดสอบความเนียนละเอียดของเนื้อลิปสติกแล้ว สีสันของลิปสติกที่เห็นตามเคาน์เตอร์นั้น จะไม่ใช่สีจริงที่จะได้เห็นบนริมฝีปากจริง เวลาทดลองสีลิปสติก ควรดูว่าสีสันที่ปรากฏนั้นเป็นที่พอใจหรือยัง ควรทดลองดมกลิ่นของลิปสติกด้วยว่า เป็นกลิ่นที่รับได้หรือไม่ เพราะลิปสติกแต่ละยี่ห้อจะมีกลิ่นไม่เหมือนกัน ต้องมั่นใจว่า เมื่อทาลิปสติกลงบนริมฝีปากแล้ว จะไม่สร้างความรำคาญให้เกิดขึ้น
6. บางคนนิยมเลือกเลือกลิปสติกชนิดที่มี moisture เพื่อปกป้องให้ริมฝีปากมีความชุ่มชื่นอยู่เสมอ ส่วนใหญ่จะเลือกเฉดสีให้เหมาะสมกับ eye shadow และ brush ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางที่มีสีสันให้เลือกมากที่สุด แต่โดยปกติแล้ว ผู้หญิงจะมีสีลิปสติกที่ถูกใจอยู่เพียงไม่กี่สี อาจนำสีลิปสติกที่มีอยู่แล้ว นำมาผสมกัน กลายเป็นสีใหม่ได้

ลักษณะลิปสติกที่ดี

1. มีเนื้อเรียบ นุ่มนวล มีความชุ่มชื้น และความมันพอเหมาะ ไม่มีเหงื่อแตกร่วน หรือแข็งเป็นก้อน คงสภาพทั้งเมื่อเก็บไว้และขณะใช้ ทนต่อสภาวะต่างๆ ได้ดี
2. หลอมละลายได้ทันทีเมื่อสัมผัสกับริมฝีปาก
3.ไม่มีอันตรายต่อผิวหนังให้สีติดทน แต่สามารถล้างออกได้ง่ายเมื่อต้องการ
4. กลิ่นดี

ลิปสติกให้ความแวววาวบนริมฝีปาก (Shine-on Lipstick)

1. พบว่ามีการใช้สาร PPG-3 benzyl ether myristate กับส่วนผสมสารอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้น (emollients) เป็น silicone ซึ่งเป็นโครงสร้างเหมือน ester และมีคุณสมบัติให้ความมันเป็นประกายแวววาว
2. มีการใช้ร่วมกับ castor oil, Di-PPG-3 myristyl ether adipate และ wax หลายๆ ชนิด
3. สีที่นิยมใช้ได้แก่ D&C Red 7 Ca Lake, D&C Red 6 Ba Lake, Cosmetic Russet Iron Oxide, Titanium Dioxide, FD&C Yellow 5 Lake, Mica, Iron Oxides
4. antioxidant ที่ใช้คือ ascorbyl palmitate

ลิปมันหรือลิปกลอส

ลิปกลอสเป็นลิปสติกไม่มีสี หรือสีอ่อนมาก ใช้ป้องกันริมฝีปากแห้งแตก เพื่อให้เกิดความมัน นุ่มเนียน ปกติวัยรุ่นมักจะมีริมฝีปากเป็นสีที่เป็นธรรมชาติสวยอยู่แล้ว เพราะเป็นวัยที่มีสุขภาพดี การดูแลความสะอาดริมฝีปาก และทาลิปมันหรือลิปกลอสเพื่อให้ความชุ่มชื้นจึงเพียงพอแล้ว และหากมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะยิ่งช่วยให้ระบบการสูบฉีดเลือดในร่างกายดี ทำให้ปากและแก้มเป็นสีชมพูตามธรรมชาติยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารและวิตามินครบถ้วน ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ปากชุ่มชื้น หากต้องการจะใช้เครื่องสำอาง ควรเลือกเครื่องสำอางที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ มีการรับรองมาตรฐานถูกต้อง และควรสังเกตอาการแพ้ด้วย เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ทินต์ (tint)

1. เครื่องสำอางที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นไทยขณะนี้คือ เจลสี ที่วัยรุ่นเรียกว่าทินต์ (tint) เพื่อให้ปากมีสีอมชมพูระเรื่อ หรือออกโทนส้มอ่อน ดูแล้วจะให้ความรู้สึกว่าเป็นคนมีสุขภาพดี มีเลือดฝาด มีความสวยเป็นธรรมชาติ และทาลิปกลอสทับ เพิ่มความมันวาวหรือเพิ่มความเซ็กซี่
2. ปัจจุบันมีผู้ผลิตออกมาจำหน่ายหลากหลายยี่ห้อ วางขายตั้งแต่ห้างร้านราคาแพงลงไปถึงตลาดนัดราคาถูก
3. การใช้ทินต์แตกต่างจากลิปสติกทั่วไปซึ่งมักจะทาที่ริมฝีปาก แต่การใช้ทินต์จะใช้วิธีป้ายเข้าไปในริมฝีปากด้านในทั้งบน และล่าง ซึ่งเป็นเยื่อบุที่บอบบาง หากเป็นสีที่ไม่ใช่สีที่ใช้ผสมอาหาร เป็นสีต้องห้ามอันตราย หรือสีไม่ได้มาตรฐาน สารที่อยู่ในสีก็จะซึมเข้าไปตามเยื่อบุปาก และถูกกลืนกินเข้าไปในร่างกายได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ
4. ผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า สามารถก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ การเลือกใช้จึงต้องพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.women.thaiza.com

เจลทินท์ทาปาก เสี่ยงเป็นมะเร็ง

Posted by noobo

เลขาธิการ อย. เตือนวัยรุ่นใช้เจลทินท์ทาในปากและแก้มให้ดูสวยใส เซ็กซี่ ต้องเลือกที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ เพราะอาจมีสีอันตรายห้ามใช้ ทำให้เกิดอาการแพ้ ปากบวม เสี่ยงเป็นมะเร็งได้ ด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง เผยสีลิปสติกกลุ่ม ส้ม-ชมพู-แดง ผู้ใช้แพ้มากที่สุด แต่ละปีจะมีคนแพ้ลิปสติก ปากเจ่อ เฉลี่ยปีละประมาณ 100 ราย

นพ. พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าเครื่องสำอางที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นไทยขณะนี้คือ เจลสี ที่วัยรุ่นเรียกว่า ทินท์ (tint) เพื่อให้ปากมีสีอมชมพูระเรื่อหรือออกโทนส้มอ่อน ดูแล้วจะให้ความรู้สึกว่าเป็นคนมีสุขภาพดี มีเลือดฝาดดี มีความสวยเป็นธรรมชาติ และทาลิปกลอสทับ เพิ่มความมันวาวหรือเพิ่มความเซ็กซี่ จึงมีผู้ผลิตออกมาจำหน่ายหลากหลาย ยี่ห้อ วางขายตั้งแต่ห้างร้านราคาแพงลงไปถึงตามตลาดนัดราคาถูก

การใช้ทินท์ แตกต่างจากลิปสติกทั่วไป ซึ่งมักจะทาที่ริมฝีปาก แต่การใช้ทินท์นั้นน่าเป็นห่วงมาก เพราะมีโอกาสที่วัยรุ่นจะกลืนกินสีที่เป็นส่วนผสมในเจลทินท์เข้าไปในร่างกาย ง่ายกว่า เนื่องจากจะใช้ทินท์ป้ายเข้าไปในริมฝีปากด้านในทั้งบนและล่าง ซึ่งเป็นเยื่อบุที่บอบบาง หากเป็นสีที่ไม่ใช่สีที่ใช้ผสมอาหาร เป็นสีต้องห้ามอันตราย หรือสีไม่ได้มาตรฐาน สารที่อยู่ในสีก็จะซึมเข้าไปตามเยื่อบุปาก และถูกกลืนกินเข้าไปในร่างกายได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งจากผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่าสามารถก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ ดังนั้นการเลือกใช้จึงต้องพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ

เคล็ดลับการดูแลริมฝีปากด้วยวิธีง่ายๆ

Posted by noobo


ริมฝีปากนั้นเป็นจุดเย้ายวนให้ใครต่อใคร หลงใหลในเสน่ห์ริมฝีปาก และยิ่งมีการแต่งเติมของสีสันลิปสติกแล้วยิ่งเป็นเพิ่มเสน่ห์อันน่าหลงใหล อีกอย่างหนึ่งของผู้หญิงเรา

ริมฝีปากที่ดูสวยและ ชุ่มชื้น เราสามารถแต่งแต้มสีสันให้กับริมฝีปาก ทำให้ริมฝีปากเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น ซึ่งปัจจุบันนี้ลิปสติกที่แต่งแต้มริมฝีปากของคุณ ก็มีให้เลือกตามที่ต้องการของคุณผู้หญิงแถมยังมีตัวบำรุงในตัวลิปสติกด้วย แต่สิ่งนั้นก็ต้องมีขั้นตอนการดูแลของสุขภาพผิวริมฝีปากด้วย

โดยมีวิธีที่ดูแลง่ายก็คือ

เริ่มจากการ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 4-6 แก้ว เพราะการดื่มน้ำเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดร้อนในได้ ซึ่งถ้าหากเป็นร้อนในแล้วจะทำให้ปากแห้งหรือแตกลอกเป็นขุยได้ง่าย และ ไม่ควรแกะแผลที่ริมฝีปาก เวลาที่ริมฝีปากของคุณเป็นแผล ไม่ควรที่จะแกะสะเก็ดแผลบนริมฝีปากเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้อาการของแผลแย่ลงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อและทำให้ปากที่ลอกหายยากขึ้นอีกด้วย

2.คือ การ อย่าเลียริมฝีปากบ่อย โดยเฉพาะคนที่ริมฝีปากแห้งเพราะในน้ำลายจะมีเอนไซม์ที่ทำให้ริมฝีปากของคุณ แห้งไปกว่าเดิม และที่สำคัญยังทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำขึ้นด้วย

3. ทาลิปกลอสหรือลิปมันก่อนนอนเป็นประจำ เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันริมฝีปากแตกหรือเป็นขุยได้

4. ทาลิปสติกที่มีส่วนผสมป้องกันรังสียูวี เวลาที่คุณต้องการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าลืมที่จะทาลิปสติกที่มีส่วนผสมป้องกันรังสียูวี

5. ระวังยางผลไม้บางชนิด ในผลไม้บางชนิดจะมียางอยู่ซึ่งถ้าหากคุณโดนยางผลไม้จะทำให้ริมฝีปากของคุณคล้ำได้

6. หากมีปัญหาปากเป็นขุย หลังแปรงฟันเสร็จใหม่ๆ ในขณะที่ริมฝีปากของคุณยังชุ่มชื้นด้วยน้ำอยู่ ให้ใช้แปรงสีฟันแปรงเบาๆ ที่ริมฝีปากบนและล่าง เพื่อให้ขุยหรือสะเก็ดลอกออกจากนั้นจึงใช้ลิปมันทา

ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่ไม่ยุ่งอยากนี้ก็จะทำให้คุณเป็นคนที่มีริมฝีปากที่อิ่มเอิบและเสน่ห์ให้หลงใหล