การดูแลสุขภาพ เมื่ิอ ปวดประจำเดือน
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552Posted by
noobo
0 Comments
อาการปวดประจำเดือนแบ่งเป็น 2 ชนิด ชนิดแรก คือปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (Primarydysmenorrhea) จะ พบในเด็กสาว ส่วนมากจะเริ่มมีอาการตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรก หรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน 3 ปีหลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อยๆ ลดลง บางรายอาจหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว จะมีส่วนน้อยที่ยังอาจมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน ชนิดที่สอง คือ ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (secondary) จะมีอาการปวดครั้งแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเลย
มารู้จักอาการปวดประจำเดือนกันก่อนว่าเป็นอย่างไร
อาการปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) มักพบในเด็กสาวหรือผู้หญิงที่มีอายุยังน้อย มักมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง ในช่วงวันแรกๆ ของการมีประจำเดือน บางครั้งมีอาการปวดมากเหมือนไม่สบาย มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เต้านมคัด ตึง ปวดบริเวณบั้นเอว บางคนถึงกับเป็นลม ซึ่งอาการปวดนี้จะหายไปเองใน 1-2 วัน เพราะสาเหตุของการปวดประจำเดือนส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อปากมดลูกตึงเกินไป ในบางรายอาจพบว่า ก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือน อาจมีอาการของโรค ไมเกรน ปวดศีรษะ อารมณ์หงุดหงิดได้ง่าย อาการก่อนมีประจำเดือน มีอาการเป็นสัญญาณเตือนก่อนประจำเดือนจะมา อาการที่พบ อาทิ บวมน้ำ น้ำหนักตัวเพิ่ม ข้อบวม รู้สึกอยากอาหาร มีสิวขึ้น อ่อนเพลีย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ
ปวดประจำเดือนมีอันตรายไหม
1. หากปวดธรรมดาไม่รบกวนชีวิตประจำวันหรือทานยาแก้ปวดแล้วหายก็ถือว่าเกิดจาก ธรรมชาติ แต่ถ้าอาการปวดมีมากจนยาแก้ปวดก็ไม่ได้ผลประจำเดือนจะเป็นตัวรบกวนชีวิตปกติ หรือที่เรียกกันว่าเดือนหนึ่งเหลือวันที่สบายดีอยู่ 20 กว่าวันเท่านั้น หรือรู้สึกว่าไม่อยากมีประจำเดือนอีก ขอให้ปรึกษาหมอเพื่อรักษา เพราะปัจจุบันตรวจง่ายและรักษาได้จริง ไม่ควรทิ้งไว้บั่นทองชีวิตที่เป็นปกติในทุกๆ เดือน
2. อันตรายจากปวดประจำเดือนมีได้คือ การปวดจนหน้ามืดเป็นลม หรืออาจมีโรคแทรกซ้อนจากผนังมดลูกงอกผิดที่ จนเกิดรวมตัวเป็นถุงเลือดแล้วเกิดการแตกขึ้นต้องรักษาโดยการผ่าตัดด่วน
การดูแลสุขภาพของสาวๆ วัยมีประจำเดือนตามแนวของแพทย์ทางเลือกสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เช่น การเล่นโยคะ สามารถลด อาการปวดท้องน้อย และอาการปวดหลังได้
2. การรับประทานอาหารให้เพียงพอ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง สารอาหารครบ 5 หมู่ และเน้นเสริมธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามิน บี1 ซึ่งมีมากในอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ผักและผลไม้สด
3. พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ
4. การอาบน้ำร้อน หรือประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนที่บริเวณท้องน้อยจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
5. การบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย (Aromatherapy) สามารถนำน้ำมันกลิ่นลาเวนเดอร์ (Lavender), เจอเรเนียม (Geranium) ครั้งละ 6-8 หยดผสมน้ำอาบเช้า-เย็น ก่อนมีประจำเดือน 2 สัปดาห์
6. การใช้น้ำมันกลั่น คาจูพุต (Cajuput), เสจ (Sage), แดนิซีด (Aniseed), ไซเปรส ( Cypress ) และมาร์จอแรม (Marjoram) ผสมทาที่หน้าท้องวันละ 2 ครั้ง ก่อนมีประจำเดือน 10 วัน จะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้
7. การประคบด้วยน้ำร้อน-น้ำเย็น โดยประคบร้อน 2-3 นาที สลับด้วยการประคบเย็น 30 วินามี ทำซ้ำประมาณ 2-3 รอบ จะช่วยลดอาการปวดได้เหมือนกัน
ข้อมูลจาก http://variety.mcot.net
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)