ต้นกำเนิดมะละกอ

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552
Posted by noobo


มะละกอ
มีถินกำเนิดมาจากอเมริกาใต้ มะละกอ (Carica papaya L.) เป็นพืชใบเลี้ยงคู่จัดอยู่ในวงศ์ Caricaceae ขยายพันธุ์ทั่วโลก สามารถบริโภคได้ทั้ง ผลดิบและผลสุก มะละกอ เป็นพืชที่มีหลายเพศ (polygamous) บาง ต้นเป็นเพศผู้ มีเฉพาะดอกตัวผู้ซึ่งไม่มีเกสรตัวเมีย บางต้นเป็นเพศเมียมีดอกเฉพาะดอกตัวเมียซึ่งไม่มีเกสรตัวผู้ และบางต้นเป็นกระเทย คือมีดอกที่เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) พันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกกันมากคือพันธุ์ที่มีต้นแบบกระเทย เพราะสามารถผสมตนเอง (self pollination) ภาย ในดอกหรือภายในต้นเดียวกันได้ สามารถขยายพันธุ์ได้ดีเพราะให้เมล็ดที่มีอัตราการงอกเป็นต้นที่มีดอกกระเท ยและต้นที่มีดอกตัวเมียในสัดส่วน 2 : 1 และต้นที่มีดอกกระเทยให้ผลที่มีรูปร่างยาว มีการให้ผลอย่างสม่ำเสมอ

และเข้ามาในเอเชีย สมัยปลายศตวรรษที่ 10 ใน ฟิลิปปินส์มะละกอแพร่เข้ามาในประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา และส่วนอื่นในภูมิภาค ถึงถิ่นใดก็มีชื่อเรียก และเพี้ยนไปตามภาษา และสำเนียงของ แต่ละท้องถิ่น แม้แต่ในไทยเรา ทางเหนือก็เรียกว่าบ่าก้วยเตด ทางใต้เรียกว่าลอกอ แตงต้น อีสานหมักหุ่ง ภาคกลางมะละกอ และคนไทยเราก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้คิดค้นสูตรอาหาร ได้หลายหลายชนิดจากมะละกอ


นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้
ลักษณะทั่วไป

มะละกอ ผลไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 5 เมตร ลำต้นกลวง ใบหยักเว้า เป็นแฉก ออกเวียนรอบต้น ข่อกอดออกที่ซอกใบปลายยอด มีทั้งดอกสมบรูณ์เพศ และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ส่วนดอกเพศผู้อยู่ต่างต้น ปลูกในระยะเวลาอันสั้นก็ผลิดอกออกผลให้รับประทานกัน มะละกอ เมื่อดิบรับประทานเป็นผัก แต่เมื่อสุกก็กินเป็นผลไม้ได้อร่อย เนื้อจะเปลี่ยนจากสีเขียวกรอบเป็นสีส้มแดง สารสีส้มนี้มีชื่อว่า แคโรทีนอยด์ (carotenoid) เนื้อมะละกอสุกมีรสหวาน เนื้อนุ่มอร่อย มะละกอซื้อหารับประทานได้ตลอดทั้งปี สนนราคาถูก มะละกอพันธุ์ที่นิยมรับประทานเป็นผลไม้ก็มี มะละกอฮาวาย เป็นมะละกอลูกกลมเล็ก มะละกอโกโก้ และมะละกอแขกดำ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมรับประทานกันมากที่สุด เพราะเนื้อมีสีแดง รสหวาน เนื้อไม่เละ
มะละกอ นอกจากรับประทานเป็นผลไม้ได้อร่อยแล้ว ยังนำไปทำเป็นน้ำมะละกอ น้ำ มะละกอใช้ดื่มหลังอาหารจะช่วยย่อยอาหาร เพราะในเนื้อมะละกอนี้จะมีเอนไซม์ช่วยย่อยสารโปรตีนที่ชื่อว่า "ปาเปอีน" ไม่เพียงเท่านี้ น้ำมะละกอยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้น ทำความสะอาดไต ช่วยให้เลือดแข็งตัว และยังเป็นยาระบายอ่อนๆอย่างดีอีกด้วย
มะละกอสุกชิ้นขนาดกลาง อุดมไปด้วยคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์ คือ แคลเซียม 61 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 49 มิลลิกรัม เหล็ก 0.9 มิลลิกรัม โซเดียม 9 มิลลิกรัม โปรแตสเซียม 711 มิลลิกรัม วิตามินเอ 5,320 I.U. วิตามินซี 170 มิลลิกรัม และแมกนีเซียม 31 มิลลิกรัม
การปลูก
มะละกอชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี มีอินทรีย์วัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน เพียงนำเมล็ดของผลที่สุก ที่ล้างเมือกออกแล้ว หว่านลงในแปลงเพาะ ประมาณ 10 วัน เมล็ดเริ่มงอก มีใบแท้ 3-4 ใบ . จึงย้ายปลูกในหลุมห่างกัน 3-4 เมตร ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนหาวัสดุคลุมบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด เริ่มออกดอกครั้งแรกเมื่อปลูกได้ 3- 4 เดือน

ประโยชน์มะละกอ

มะละกอ กินเป็นผักก็ได้ ผลไม้ก็ดี มะละกอดิบและมะละกอห่าม จะมีรสชาติจืด เป็นผักรับรสเครื่องปรุง ที่ผสมในเนื้อมะละกอได้ง่าย เช่น แกงส้มที่มีรสเข้มข้น ส้มตำ อีกทั้งนำไปแกะสลักเสลา ได้อย่างดงาม รวมไปถึงการนำไปถนอมอาหาร เช่น เชื่อม แช่อิ่ม ตากแห้ง เก็บไว้ได้นานวัน ส่วนมะละกอสุกนั้น ยังเป็นผลไม้ที่อร่อย ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินเอสูง (2,000 - 3,000 หน่วยสากลต่อมะละกอ 100 กรัม)

ข้อระวัง ไม่ควรทานมะละกอสุกติดต่อกันหลายๆวัน เพราะจะเกิดสะสมของสารแคโรทีน ทำให้ผิวเหลือง ที่เรียกว่า แคโรทีนีเมีย(Caiotenaemia) แก้ไขได้โดยทานมะละกอให้น้อยลง และทิ้งระยะห่างกันสักพักหนึ่งจนกว่าผิวสีเหลืองจะหายไป

คุณค่าทางยา
1 .ราก นำมาต้มแก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ช่วยขับปัสสาวะ
2.
ใบสด ย่างไฟแล้วบดนำไปประกอบบริเวณที่ปวด และแก้ปวดไขข้อ
3.
เมล็ด ช่วยดับกระหาย และมีฤทธิ์ช่วยขับพยาธิ
4.
น้ำ ดอกมะละกอ ต้มช่วยขับประจำเดือนสตรี
5.
ยาง ช่วยสลายโปรตีน ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
6.
ใน เนื้อมะละกอมีธาตุเหล็กบำรุงเลือด มีแคลเซียมบำรุงกระดูก มีวิตามินเอบำรุงสายตา วิตามินบีบำรุงประสาท วิตามินซีรักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด มีเอนไซม์ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

วันนี้ตานีเข้าครัว จะชวนกันมาทำ”ส้มตำ

ส้มตำ เป็น อาหารที่คนอีสานชอบและกิน กินกับข้าวเหนียวหรือกินเล่น ๆก็ได้ คนภาคอีสานและภาคเหนือเรียกว่า ตำส้ม การทำส้มตำทำง่ายๆคือ นำมะละกอที่แก่จัดมาปลอกเปลือกออก ล้างเอายางออกให้สะอาดแล้วสับไปตามทางยาวของลูกมะละกอ สับได้ที่แล้วก็ซอยออกเป็นชิ้นบางๆ จะได้มะละกอเป็นเส้นเล็กๆ ปลายเรียว เมื่อได้ปริมาณมากตามต้องการแล้ว ต่อไปก็เตรียม พริก กระเทียม มะนาว น้ำปลา ถ้าเป็นส้มตำแบบอีสานแท้นั้นใช้น้ำปลาร้าแทนน้ำปลาหรือจะใช้ทั้งสองอย่าง

เมื่อ เตรียมทุกอย่างครบแล้วก็นำ พริก กระเทียมมาใส่ลงในครก ใช้สากตำละเอียดพอประมาณ ใส่มะละกอที่ซอยไว้แล้วลงไป ตำให้พริก กระเทียม มะละกอคลุกเคล้ากันให้เข้ากันดี หากเตรียมมะเขือเทศและถั่วฝักยาวมาด้วยก็จะฝานผสมลงไป เติมมะนาว น้ำปลาร้า และน้ำปลา ตำคลุกเคล้ากันดีแล้ว ตักชิมรสดู เติมเปรี้ยวหรือเค็มตามต้องการ แล้วตักใส่จาน กินกับข้าวเหนียวได้พร้อมกับกับข้าวอย่างอื่น คนอีสานกินส้มตำเป็นกับข้าวได้ทุกมื้อ

ต่อ มาตำส้มของชาวอีสานแพร่หลายลงมาภาคกลาง อาจเนื่องมาจากชาวอีสานมาทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ตำส้มแบบอีสานก็แพร่หลายในกรุงเทพและส่วนอื่นๆของประเทศไทย โดยเฉพาะร้านข้าวเหนียวส้มตำจะแพร่หลายอยู่ตามกลุ่มคนงานชาวอีสาน นอกจากส้มตำก็จะมีไก่ย่าง ปลาดุกย่างและอาหารอื่นๆด้วย ส้มตำเลยเป็นที่นิยมแพร่หลาย การทำส้มตำจึงมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับคนภาคกลาง เช่น เพิ่มน้ำตาลให้มีรสหวาน เพิ่มถั่วลิสงคั่ว และกุ้งแห้ง ตัดปลาร้าออกใช้แต่น้ำปลาเป็นต้น ส้มตำ หรือ ตำส้มจึงมีรสดั้งเดิมแบบอีสาน หรือแบบภาคกลาง เรียกว่า ตำไทย ซึ่งออกรสหวาน ยิ่งกว่านั้นยังมีการเพิ่มปูดองเข้าไปอีกเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่ง ขึ้น

นอกจากตำไทย มีตำผลไม้และผักต่างๆใส่กุ้งปลาหมึกเป็นตำทะเล รสชาติจะคล้ายตำไทยไม่ใส่ปลาร้า ตำถั่วฝักยาว ตำมั่วหรือซั่วคล้ายตำลาวใส่พริกขี้หนูแห้ง ใส่ปลาร้าเป็นตัวๆ ใส่ขนมจีนทั้งหอมปลาร้า รสแซบ น้ำหูน้ำตาไหลย้อยอร่อยจริงๆ และมีตำคะน้าหั่นต้นคะน้าเป็นแว่นเล็กๆ คล้ายตำไทยไม่ใส่ปู ใส่กุ้ง ปลาหมึก ตำถั่วลิสงให้แหลกละเอียด นำใบคะน้ามาห่อเป็นใบเมี้ยงก้อจะอร่อยอีกแบบหนึ่ง

ส่วนทางภาคเหนือ มีการทำส้มตำ หรือตำบ่ก้วยเตด เหมือนกัน จะนำมะละกอมาขูดเป็นเส้นยาวๆ ใส่พริกขี้หนูนิดหน่อย ใส่น้ำอ้อยหรือน้ำตาล น้ำมะขามโรยด้วยถั่วลิสงรสชาติจะออกทางหวานๆ

ตอนนี้ข้าวของแพง น้ำมันพืชขึ้นราคาขวดละเกือบ 15 บาท ตานีอยากเชิญชวนให้คนไทยมาปลูกพืชสวนครัวกัน อาหารที่ประกอบจากพืชสวนนั้น ไม่มีไขมัน สดสะอาด ปลอดสารพิษด้วย ประหยัด และเป็นการเสริมสร้างการทำงานร่วมกันของครอบครัว ตานีจะเข้ามาเขียนblog ไม่บ่อยนัก ขอขอบคุณทุกข้อมูลที่ตานีนำมาลงถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณประโยชน์ร่วมกันนะค่ะ และขอบคุณทุกคนที่เข้าอ่านBlog ของตานีคะ

สูตรส้มตำของตานี

1.มะละกอ

2.พริกขี้หนูแห้ง(พริกกระเหรี่ยง) อบในไมโครเวบ 1-2 นาที ให้หอมและกรอบ

3. กระเทียม

4.น้ำตาลปึก

5.กุ้งแห้ง

6. กุ้งกุลาแกะเปลือกลวกให้สุก 6-8 ตัว

7. ถั่วฝักยาว

8. มะเขือ

9..มะเขือเทศลูกเล็กๆ
10. มะนาว
11.น้ำปลา

12. ปูเค็ม (นำมาต้มให้สุก)


วิธีทำ



นำพริก กระเทียม กุ้งแห้งมาตำในครก ใส่น้ำตาลปึก ถั่วฝักยาว มะเขือ มะเขือเทศ กุ้งสดลวก ปูเค็ม และนำเอามะละกอ ลงไปคลุกใส่น้ำปลา มะนาวปรุงรสให้เปรี้ยวหวานเค็ม กลมกล่อมพอดี ทานกับข้าวเหนียว แคบหมู และมีผักกระถิน ผักบุ้ง ผักกาดขาว...อร่อยมากๆเลย (หากใครชอบปลาร้าใส่ลงไปด้วยก้อได้ค่ะ)



ข้อมูลจาก http://www.o2blog.com/myblog/blog.php?user=tanee2007

0 ความคิดเห็น: