โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome : SARS)
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552การแพร่ระบาดของ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือ โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome : SARS) ได้คร่าชีวิตผู้ป่วยทั่วโลกไปแล้วถึง 62 ราย ป่วยกว่า 1,700 คน นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่า โรคซาร์สนี้ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใหม่ ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ"โคโรน่าไวรัส" ที่เป็นตัวการก่อไข้หวัด อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง ชี้ว่า "โรคซาร์ส" เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด
- เป็นไวรัสในกลุ่ม "โคโรนาไวรัส" (Corona Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหวัดธรรมดา
- เป็นไวรัสอยู่ในกลุ่ม "พาราไมโซไวรัส" (Paramyxo Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัด คางทูม และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
ต้นเหตุของการเกิดโรคยังซับซ้อน และยังอธิบายได้ไม่ชัดเจน
ต้นกำเนิดของโรค
องค์การอนามัยโลกระบุว่า พบเชื้อที่เมืองกวางตุ้งของจีน ก่อนข้ามไปยังเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นที่ที่เหยื่อรายแรกได้ติดเชื้อก่อนเดินทางกลับไปเวียดนาม สิงคโปร์ แคนาดา และหลังจากนั้น ก็แพร่ระบาดไปทั่วโลก
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ชนิดของเชื้อไวรัสนี้ น่าจะมีต้นกำเนิดจากสัตว์มากกว่าคน และไม่เกี่ยวข้องอันใด กับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในคน แต่เป็นเชื้อไวรัสพวกเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคปอดบวมและโรคทางเดินทางหายใจ เพราะติดเชื้อ ซึ่งแม้แต่เชื้อแบคทีเรียบางชนิดก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้เช่นกัน และยังไม่มีหลักฐานอันใดที่บ่งชี้ว่าเป็นอาวุธชีวภาพ
อาการผู้ติดโรคเป็นอย่างไร?
องค์การอนามัยโลกนั้นระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสจนเป็นโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงจะมีอาการไข้ขึ้นสูง 38-40 องศาเซลเซียส, ไอแหบแห้ง, หายใจขัดและเป็นช่วงสั้นๆ เมื่อนำตัวผู้ป่วยไปเอกซเรย์ จะพบความผิดปกติที่ปอด ซึ่งดูคล้ายเป็นปอดบวม
ส่วนอาการรองๆ ลงมาที่ทำให้พิจารณาตัดสินได้ว่า เป็นโรคซาร์สหรือไม่ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ หนาวสั่น กล้ามเนื้อตึง เบื่ออาหาร มึนงงและท้องร่วง แต่อาการต่างๆ เหล่านี้ จะเกิดขึ้นหลังจากการฝังตัวของเชื้อแล้ว 2-7 วัน และ 3-5 วัน เป็นส่วนใหญ่ ก่อนผู้ป่วยจะรู้สึกตัวเหมือนมีอาการของไข้หวัดใหญ่
ควรปฏิบัติกับผู้ป่วยอย่างไร?
ที่จริง เวลานี้ ทางฝ่ายแพทย์ยังไม่มีและไม่รู้ว่า จะมีตัวยาเฉพาะสำหรับการรักษาผู้ป่วยหรือไม่ นอกจากการใช้ "ริบาไวริน" ที่เป็นยาแอนตี้ไวรัส ควบคู่กับยาสเตียรอยด์ไปพลางๆ และสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าหากผู้ป่วยได้รับยาตั้งแต่ระยะต้นของการติดเชื้อ
โรคซาร์สนี้แพร่ระบาดไปได้อย่างไร?
ผ่านฝอยละอองน้ำลายผู้ติดเชื้อที่ไอหรือจาม ประชิดตัวในระยะที่ไม่เกิน 3 เมตร โดยที่เชื้อไวรัสซาร์สยังสามารถลอยตัวอยู่ในอากาศนอกตัวคนไข้ได้นานราว 3-6 ชั่วโมง และเกาะติดอยู่กับข้างของเครื่องใช้ในบริเวณ ซึ่งหากมีใครสัมผัสในระยะเวลาดังกล่าว แล้วใช้บริเวณที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ ป้ายเข้าที่ตา จมูกหรือปาก ก็อาจติดเชื้อไวรัสร้ายนี้ได้
มีระยะการฟักตัวสั้น 2-7 วัน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 3-5 วัน การแพร่ระบาดของโรคนี้จะช้ากว่าโรคไข้หวัดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เชื้อโรคสามารถอยู่ในอณูอากาศในเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่วินาที
การติดต่อ
การใกล้ชิดและสัมผัสกับผู้ป่วย โดยเฉพาะของเหลว เช่น น้ำลาย น้ำมูก เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล รวมทั้งญาติผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและทำให้เกิดการแพร่ระบาดมาก ที่สุด
วิธีป้องกัน
- แยกผู้ป่วยในห้องต่างหาก ที่มีการควบคุมระบบถ่ายเทอากาศและฆ่าเชื้อโรคอย่างดี
- แพทย์ พยาบาล และญาติผู้ป่วย ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพเมื่อเข้าใกล้คนป่วย เช่น หน้ากากป้องกันการติดเชื้อ แว่นตา ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมศีรษะ และถุงมือ
- หากไม่จำเป็นควรงดเดินทางไปประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
- คน ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรรีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย และกักตัวเอง ไม่พบปะกับใคร ห่างจากคนใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน
- เมื่อพบว่ามีอาการไม่แน่ใจว่าจะติดเชื้อหรือไม่ ควรอยู่ห่างจากคนใกล้ชิดไม่ต่ำกว่า 5 เมตร แล้วให้ไปพบแพทย์ทันที
- เจ้า หน้าที่โรงพยาบาล โรงแรม พนักงานสายการบินระหว่างประเทศ ตลอดทั้งแม่บ้านของชาวต่างชาติโดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดของโรคดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเช่นกัน หากไม่แน่ใจควรสวมหน้ากากป้องกันการติดเชื้อ
การรักษา
จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบว่ามียาตัวใดที่จะสามารถรักษาหรือป้องกันโรคนี้ได้ การรักษาผู้ป่วย ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทำการรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ผู้ป่วยที่อยู่ระยะฟักฟื้นต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด และควรพักผ่อนอยู่ในบ้านอย่างน้อย 7 วัน
ข้อมูลจาก http://www.ddc.moph.go.th