ไข้ริฟต์ วาลเลย์ (Rift Valley fever, RVF)
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552โรค RVF นี้ เป็นโรคติดต่อที่พบในสัตว์หลายชนิด เช่น แกะ วัว ควาย แพะ และอูฐ ฯ เริ่มพบตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 เป็นต้นมา ในแถบตะวันออกและภาคใต้ของทวีอาฟริกา การระบาดใหญ่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2540-2541 ที่ประเทศเคนยาและโชมาเลีย ปี 2520 โรคได้แพร่เข้าไประบาดรุนแรงในอียิปต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 600 ราย และในปี พ.ศ.2543 เกิดการระบาดของไข้ริฟต์ วาลเลย์ ในตะวันออกกลาง เชื้อสาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัสริฟต์ วาลเลย์ (Rift Valley Fever virus) อยู่ในกลุ่ม (genus) Phlebovirus ซึ่งเป็นสมาชิกของวงศ์ (family) Bunyaviridae แยกได้ครั้งแรกในที่หุบเขาริฟต์ วาลเลย์ ในประเทศเคนยา ทวีปอาฟริกา สัตว์นำโรค : สัตว์หลายชนิด ได้แก่ แกะ วัว ควาย แพะ อูฐ เป็นโรคนี้ได้ ในการระบาดของโรคนี้ มักพบการแท้งลูก และการป่วยรุนแรงจนทำให้สัตว์ล้มตายได้ จึงเป็นโรคที่มีความ สำคัญทางด้านการเกษตรอย่างมากด้วย ยุงพาหะ : มียุงหลายชนิดเป็นพาหะ ได้แก่ ยุง Aedes spp. เช่น Aedes mcintoshi และยุง Culex spp. เช่น Culex pipiens (ยุงรำคาญ) ยุงเหล่านี้ได้รับเชื้อจากสัตว์ป่วย แล้วจะแพร่กระจายเชื้อในธรรมชาติได้โดยการถ่ายทอดเชื้อผ่านไข่ไปยังยุงรุ่น ต่อๆ ไป นอกจากยุงแล้ว ยังมีรายงานว่าแมลงวันดูดเลือดก็สามารถนำเชื้อ (จากซากสัตว์ ฯ) ไปแพร่ยังที่อื่นๆ ได้อีกด้วย ระยะฟักตัว : ประมาณ 2 ถึง 6 วัน อาการ : มีไข้ ปวดศีรษะเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง บางรายมีอาการคอแข็งเกร็ง กลัวแสง และคลื่นไส้ อาเจียน ระยะเวลาป่วยประมาณ 3-4 วัน โดยทั่วไปอัตราป่วยตายเฉลี่ยจะต่ำกว่า 1% แต่บางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงเกิดขึ้นได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ จอตาอักเสบ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ อาจพบอาการสมองและเยื่อหุ้มสมองอักสบ หรือภาวะเลือดออกซึ่งทำให้อัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 50 การรักษา : ยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ ปกติผู้ป่วยที่มีอาการอย่างอ่อนจะหายได้เองภายใน 2 ถึงหนึ่งสัปดาห์ รายที่อาการรุนแรง ต้องให้การรักษาประคับประคองและการรักษาตามอาการ เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการศึกษาถึงประสิทธิผลของยาต้านไวรัส เช่น ribavirin ที่คาดว่าจะให้ผลการรักษาดี การควบคุมป้องกันโรค
การติดต่อมาสู่คน : คนอาจติดโรคได้ 2 วิธี คือ
ข้อมูลจาก http://thaigcd.ddc.moph.go.th