ไข้ริฟต์ วาลเลย์ (Rift Valley fever, RVF)

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Posted by noobo

http://www.bangkokcity.com/images/upload/18_08_2005/5/556sexhormones.gif

โรค RVF นี้ เป็นโรคติดต่อที่พบในสัตว์หลายชนิด เช่น แกะ วัว ควาย แพะ และอูฐ ฯ เริ่มพบตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 เป็นต้นมา ในแถบตะวันออกและภาคใต้ของทวีอาฟริกา การระบาดใหญ่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2540-2541 ที่ประเทศเคนยาและโชมาเลีย ปี 2520 โรคได้แพร่เข้าไประบาดรุนแรงในอียิปต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 600 ราย และในปี พ.ศ.2543 เกิดการระบาดของไข้ริฟต์ วาลเลย์ ในตะวันออกกลาง

เชื้อสาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัสริฟต์ วาลเลย์ (Rift Valley Fever virus) อยู่ในกลุ่ม (genus) Phlebovirus ซึ่งเป็นสมาชิกของวงศ์ (family) Bunyaviridae แยกได้ครั้งแรกในที่หุบเขาริฟต์ วาลเลย์ ในประเทศเคนยา ทวีปอาฟริกา

สัตว์นำโรค : สัตว์หลายชนิด ได้แก่ แกะ วัว ควาย แพะ อูฐ เป็นโรคนี้ได้ ในการระบาดของโรคนี้ มักพบการแท้งลูก และการป่วยรุนแรงจนทำให้สัตว์ล้มตายได้ จึงเป็นโรคที่มีความ สำคัญทางด้านการเกษตรอย่างมากด้วย

ยุงพาหะ : มียุงหลายชนิดเป็นพาหะ ได้แก่ ยุง Aedes spp. เช่น Aedes mcintoshi และยุง Culex spp. เช่น Culex pipiens (ยุงรำคาญ) ยุงเหล่านี้ได้รับเชื้อจากสัตว์ป่วย แล้วจะแพร่กระจายเชื้อในธรรมชาติได้โดยการถ่ายทอดเชื้อผ่านไข่ไปยังยุงรุ่น ต่อๆ ไป นอกจากยุงแล้ว ยังมีรายงานว่าแมลงวันดูดเลือดก็สามารถนำเชื้อ (จากซากสัตว์ ฯ) ไปแพร่ยังที่อื่นๆ ได้อีกด้วย
การติดต่อมาสู่คน : คนอาจติดโรคได้ 2 วิธี คือ

  1. ถูกยุงที่มีเชื้อไวรัส RVF กัด
  2. ส่วนใหญ่ได้รับเชื้อโดยการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะภายในของสัตว์ที่ติดเชื้อ อาจเกิดขึ้นในขณะที่ดูแลสัตว์ป่วย ชำแหละซากสัตว์ (เชื้อเข้าทางบาดแผลหรือทางการหายใจเอาฝอยละอองเลือดหรือสารคัดหลั่งเข้าไป) หรืออาจติดจากการดื่มน้ำนมดิบก็ได้

ระยะฟักตัว : ประมาณ 2 ถึง 6 วัน

อาการ : มีไข้ ปวดศีรษะเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง บางรายมีอาการคอแข็งเกร็ง กลัวแสง และคลื่นไส้ อาเจียน ระยะเวลาป่วยประมาณ 3-4 วัน โดยทั่วไปอัตราป่วยตายเฉลี่ยจะต่ำกว่า 1% แต่บางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงเกิดขึ้นได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ จอตาอักเสบ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ อาจพบอาการสมองและเยื่อหุ้มสมองอักสบ หรือภาวะเลือดออกซึ่งทำให้อัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 50

การรักษา : ยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ ปกติผู้ป่วยที่มีอาการอย่างอ่อนจะหายได้เองภายใน 2 ถึงหนึ่งสัปดาห์ รายที่อาการรุนแรง ต้องให้การรักษาประคับประคองและการรักษาตามอาการ เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการศึกษาถึงประสิทธิผลของยาต้านไวรัส เช่น ribavirin ที่คาดว่าจะให้ผลการรักษาดี

การควบคุมป้องกันโรค

  1. หากมีสัตว์ป่วยต้องมีการป้องกัน การสัมผัสกับเลือดและสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ป่วยไปสู่คน โดยใส่ถุงมือ และเสื้อผ้ามิดชิด และการล้างชำระร่างกายภายหลังปฏิบัติงาน
  2. ห้ามชำแหละซากสัตว์สงสัยเป็นโรคนี้
  3. ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ออกจากพื้นที่ระบาดไปยังเขตปลอดโรค
  4. ควรให้วัคซีนแก่สัตว์ (แพะ แกะ โค ฯ) แต่วัคซีนชนิดเป็นอาจทำให้แกะแท้งลูก และผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในโคไม่สูงนัก
  5. ใช้มาตรการควบคุมยุงพาหะ เช่น การพ่นทำลายยุงในช่วงการระบาด
  6. เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนและผู้ที่จะเดินทางเข้าไปในพื้นที่ระบาด ให้ทราบวิธีการป้องกันยุงกัด ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ โดยการสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ยาทาป้องกันนุงกัด นอนในมุ้ง (ถ้าเป็นชนิดชุบสารเคมีป้องกันยุงจะยิ่งดี)
  7. ใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบเข้มงวด (universal precautions) ในห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคและในโรงพยาบาล ซึ่งควรแยกห้องผู้ป่วยรากผู้ป่วยโรคอื่นๆ ด้วย
  8. แจ้งการระบาดต่อ WHO, FAO และ องค์การโรคระบาดสัตว์ (International Office for Epizootics, OIE) ในกรุงปารีส
ข้อมูลจาก http://thaigcd.ddc.moph.go.th

0 ความคิดเห็น: