ไข้เหลือง (Yellow fever)
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552ไข้ เหลือง เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในทวีปอัฟริกา และอเมริกา มาตั้งแต่ 400 ปีก่อน อาการของโรคมีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงและเสียชีวิต คำว่า “เหลือง” มาจากอการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (Jaundice) ที่มักพบในผู้ป่วย ถึงแม้จะมีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลดีใช้มานาน 60 ปี แต่จำนวนของผู้ติดเชื้อในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังเพิ่มขึ้น ทำให้โรคไข้เหลืองกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน สาเหตุของโรค โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสไข้เหลือในกลุ่ม flavivirus ในอัฟริกา แยกตามพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เป็น 2 genetic types ในอเมริการใต้มี 2 types อย่างไรก็ตามนับแต่ปี ค.ศ.1974 ที่อเมริกาใต้พบเพียง type เดียวที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้เหลือง อาการ เชื้ออาศัยอยู่ในร่างกายของคน โดยมีระยะฟักตัว 3-6 วัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก (acute phase) จะมีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อร่วมกับปวดหลัง ปวดศีรษะ หนาวสั่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน พบบ่อยว่าผู้ป่วยจะมีไข้สูงร่วมกับชีพจรเต้นช้าผิดปกติ หลังจาก 3-4 วัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม 15% ของผู้ป่วยจะข้าสู่ระยะสอง (toxic phase) ภายใน 24 ชั่วโมง จะมีอาการไข้กลับ ตัวเหลือง ปวดท้อง อาเจียน มีเลือดออกจากปาก จมูก ตา กระเพาะอาหาร ทำให้อาเจียน และถ่ายเป็นเลือด จนถึงไตวาย มีโปรตีนปัสสาวะ (albuminuria) และปัสสาวะไม่ออก (anuria) ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยระยะโลหิตเป็นพิษจะเสียชีวิตภายใน 10-14 วัน ที่เหลือจะหายเป็นปกติโดยอวัยวะต่างๆ ไม่ถูกทำลาย การวินิจฉัยแยกโรคไข้เหลืองค่อน ข้างยาก โดยเฉพาะในระยะแรกจะมีอาการคล้ายโรคมาลาเรียร ไทฟอยดื ริคเกตเซีย ไข้ลาสสา (Lassa) ไข้เด็งกี่ เลปโตสไปโรซิส ตับอักเสบ หรือการได้รับสารพิษ เช่น คาร์บอนเตตราคลอไรด์ การวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทำในรายที่สงสัยโดยการเจาะเลือดตรวจโดย serology assays เพื่อหาแอนติบอดีต่อไข้เหลือ พื้นที่เกิดโรค ในพื้นที่เขตร้อนแถบอัฟริการและอเมริกาที่มีไข้เหลืองเป็นโรคประจำถิ่น จะมีเชื้อไวรัสคงอยู่ทั่วไปในระดับต่ำ แต่สามารถแพร่ขยายเกิดเป็นการระบาดได้ ในช่วงต้นของศตวรรษนี้ เคยมีการระบาดเกิดขึ้นในยุโรป หมู่เกาะคาริบเบียน อเมริกาเหนือและอเมริกากลาง ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่ปรากฏเชื้อไวรัสในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดได้ มีประชากร 468 ล้านคนใน 33 ประเทศ บริเวณ 15 องศาเหนือ ถึง 10 องศาใต้ จากเส้นศูนย์สูตรของทวีปอัฟริกาที่เสี่ยงต่อโรคไข้เหลือง ในทวีปอเมริกา ไข้เหลืองเป็นโรคประจำถิ่นใน 9 ประเทศแถบอเมริกาใต้ และที่หมู่เกาะคาริบเบียน ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ โบลิเวีย บราซิล โคลัมเบีย เอกวดอร์ และเปรู ประมาณว่ามีผู้ป่วย 200,000 ราย และเสียชีวิต 30,000 รายต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยดังกล่าวเป็นเพียงส่วนน้อยที่มีการรายงาน และยังมีการพบผู้ป่วยในประเทศที่ปลอดจากไข้เหลือง (imported cases) ถึงแม้ไม่เคยมีรายงานไข้เหลือในทวีปเอเซีย แต่ทวีปนี้ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากยุงและลิง การติดต่อ การติดเชื้อเกิดในคนและลิง โดยติดต่อจากคนสู่คน (horizontal transmission) และมียุง Aedes และ Haemogogus (พบในทวีปอเมริกาเท่านั้น) ซึ่งสามารถปล่อยเชื้อผ่านไปยังไข่ที่จะกลายเป็นลูกยุงต่อไป (Vertical transmission) ดังนั้น ยุงจึงเป็นแหล่งรังโรคที่แท้จริงของไวรัสไข้เหลือ ยุงเหล่านี้มีทั้งยุงบ้านและยุงป่า ในอดีตเชื่อว่า การควบคุมโรคที่ได้ผล คือ การกวาดล้ารงแหล่งที่อยู่ของยุงโดยเฉพาะในอเมริกาใต้ อย่างไรก็ตาม 30 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผลและจำนวนประชากรยุงกลับเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการระบาดของไข้เหลือง การติดเชื้อในคน มีวงจรการติดต่อได้ 3 แบบ คือ ในป่า (sylvatic) กึ่งป่ากึ่งเมือง (intermediate) และในเมือง (urban) ทั้ง 3 วงจรพบในอัพริกา แต่ในอเมริกาใต้พบเฉพาะ sylvatic กับ urban ไข้เหลืองในป่า (sylvatic หรือ jungle) พบแถบ savannahs ของทวีปอัฟริกา ซึ่งมีอากาศกึ่งชุ่มชื้น ทำให้มีการระบาดเกิดขึ้นบ้าง แต่จะแตกต่างจากการระบาดในเมือง เนื่องจากหมู่บ้านจะอยู่ห่างกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตน้อย โดยยุง (Semi-domestic) รับเชื้อจากคนและลิง พื้นที่บริเวณนี้บางทีเรียก zone of emergence เพราะมีการสัมผัสระหว่างคนกับยุงที่มีเชื้อซึ่งทำให้เกิดโรคเพิ่มขึ้น รูปแบบการระบาดในลักษณะนี้พบมากที่สุดในอัฟริกาในปัจจุบัน และยังสามารถเปลี่นรูปแบบการระบาดเป็นแบบรุนแรงในเมืองใต้ (severe urban-type) ถ้ามีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่เชื้อ (มียุงบ้านและคนไม่ได้รับวัคซีน) ไข้เหลืองในเมือง (urban) การระบาดใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อข้าไปแพร่เชื้อในชุมชน ที่มีประชากรอยู่หนาแน่น ยุงลายตามบ้าน (Aedes aegypti) จะเป็นพาหะนำเชื้อจากคนสู่คน การระบาดรูปแบบนี้จะทำให้เกิดการแพร่กระจายเป็นวงกว้างได้ การรักษา ไม่มีการรักษาที่จำเพาะสำหรับโรคไข้เหลือง เน้นการรักษาตามอาการด้วยการให้ยาลดไข้และสารน้ำทางปาก เพื่อลดไข้และทดแทนภาวะขาดน้ำ การป้องกัน การฉีดวัคซีนเป็นมาตรการเดียวที่สำคัญที่สุดในการป้องกันไข้เหลือง ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของวัคซีนต่ำ จะต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและมีการควบคุมโรคที่รวดเร็ว มาตรการกำจัดยุงยังจำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสจนกว่าจะมีการฉีด วัคซีนได้ครอบคลุม วัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนที่มี ความปลอดภัยและมีประสิทธิผลสูง 95% ของผู้ที่ได้รับวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคภายใน 1 สัปดาห์ วัคซีน 1 เข็ม สามารถป้องกันโรคได้ 10 ปี และอาจอยู่ได้ถึงตลอดชีวิต ผลข้างเคียงของวัคซีนพบน้อยมาก และส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน จึงไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในเด็กกลุ่มนี้ มี 17 ประเทศในอัฟริการที่มีแผนการให้วัคซีนไข้เหลืองแก่เด็กทั่วประเทศตามคำแนะนำ ขององค์การอนามัยโลก โดยฉีดให้แก่เด็กช่วงอายุ 9 เดือน (ให้พร้อมวัคซีนหัด) ผลจากการรณรงค์ให้วัคซีนระหว่างปี ค.ศ.1939-1952 ทำให้ไข้เหลือเกือบหมดไปจาก French West Africa นอกจากนี้ประเทศแกมเบีย ซึ่งเคยมีการระบาดของไข้เหลือในช่วง ค.ศ.1979-1980 และได้มีมาตรการรณรงค์ให้วัคซีนช่วงระบาด รวมไปถึงการบรรจุแผนการให้วัคซีนไข้เหลืองแก่เด็กทั่วประเทศในเวลาต่อมา ทำให้ไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา แม้จะยังคงมีเชื้อไวรัสในสิ่งแวดล้อมก็ตาม และในปี 1997 แกมเบียมีความครอบคลุมของวัคซีนถึง 91% ทั้งนี้ การให้วัคซีน ครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 80% จะสามารถป้องกันการระบาดในประเทศทีมีไข้เหลืองเป็นโรคประจำถิ่น อย่างไรก็ตามประเทศส่วนใหญ่ในอัฟริกายังไม่ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มความครอบ คลุมให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว วัคซีนไข้เหลืองยังถูกแนะนำให้ฉีด แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ปัจจุบันมีหลายประเทศโดยเฉพาะทวีปเอเซีย ที่ผู้เดินทางจากประเทศในทวีปอัฟริกาและอเมริกาใต้ ต้องมีใบรับรองการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนเดินทางเข้าประเทศ การเฝ้าระวังโรค เนื่องจากมาตรการให้วัคซีนยังไม่มีความครอบคลุมเพียงพอในหลายประเทศ ทำให้มาตรการค้นหาผู้ป่วยและการควบคุมโรคเชิงรุก (การรณรงค์ให้วัคซีนกรณีพิเศษ) มีความจำเป็นในการควบคุมการระบาดของโรค และยังต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังโรค เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 3 ถึง 250 เท่า ยังไม่มีการรายงาน (under reporting) ระบบเฝ้าระวังจึงต้องมีความไวเพียงพอที่จะค้นหาและสอบสวนผู้ป่วยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ผู้ป่วยที่ควรสงสัยโรคไข้เหลือง ได้แก่ ผู้ที่มีอาการไข้ฉับพลัน ตามมาด้วยตัวเหลืองภายใน 2 สัปดาห์ตั้งแต่เริ่มป่วย ร่วมกับอาการเลือดออกหรือเสียชีวิตใน 3 สัปดาห์ตั้งแต่เริ่มป่วย นอกจากนี้ ความพร้อมของห้องปฏิบัติการก็มีความจำเป็นในการยืนยันผลการวินิจฉัยผู้ป่วย ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทุกประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต้องมีห้อง ปฏิบัติการที่สามารถตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสไข้เหลืองได้อย่างน้อย 1 แห่ง การตรวจยืนยันพบผู้ป่วยเพียง 1 ราย ก็ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่ามีการระบาดเกิดขึ้น ทีมสอบสวนโรคจะต้องดำเนินการสืบค้นและกำหนดมาตรการควบคุมการระบาดที่เหมาะสม ต่อไป (เช่น การให้วัคซีน การกำจัดยุงลาย) และรวมไปถึงการกำหนดแผนการให้วัคซีนแก่เด็กในระยะยาว มาตรการควบคุมยุง โดยทั่วไป การกำจัดแหล่งเพราะพันธุ์ยุงที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อการควบคุมโรคที่ ติดต่อผ่านยุงให้ได้ผล แต่สำหรับการป้องกันและควบคุมไข้เหลืองนี้นมาตรการหลัก คือ การให้วัคซีน เนื่องจากการกำจัดยุงป่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อในป่า (sylvatic) ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก การพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงแก่ในช่วงการระบาดอาจหยุดยั้งการแพร่ติดต่อของ เชื้อไวรัสในช่วงแรก จนกว่าจะมีความครอบคลุมของการสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ให้เมื่อเกิดการ ระบาด บทสรุป ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการระบาดของไข้เหลืองเพิ่มขึ้น และมีรายงานผู้ป่วยจากประเทศต่างๆ มากขึ้น อีกทั้งแหล่งที่อยู่และจำนวนยุงก็เพิ่มขึ้นด้วย ทวีปอัฟริกาและอเมริกาเป้นพื้นที่เสี่ยงที่ยังมีประชากรที่ยังไม่ได้รับ วัคซีน การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลก เช่น ป่าลดลง ชุมชนเมืองเพิ่มขึ้น ทำให้โอกาสที่จะสัมผัสกับยุงและเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ความสะดวกในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก มีบทบาทต่อการแพร่กระจ่ายของดรค ดังนี้น มาตรการควบคุมป้องกันโรคหลัก คือ การให้วัคซีนในประชากรกลุ่มเสี่ยง การปรับปรุงระบบเฝ้าระวัง และการเตรียมความพร้อมรับการระบาด ข้อมูลจาก http://thaigcd.ddc.moph.go.th